Sunday, November 29, 2009

สิ้นเดือน


สิ้นเดือน

แดดออก

ลมหนาวพัดผ่าน

เงินตราสะพัดพรั่ง






เงินในกระเป๋า

จะเอาอะไร

คิดไม่ออก

หลายตัวเลือก






วันที่หนึ่งกินสาม

วันที่สิบสองกินสอง

วันที่ยี่สิบสองกินหนึ่ง

ใกล้สิ้นเดือนยืมเงินกระเป๋าผู้อื่น






มีเงินเหมือนเป็นเศรษฐี

หลายคนยินดียืมเงิน

มีเงินให้ยืมเขาเรียกเฮีย

ไม่มีให้เขาเรียกเฮี้ย






ใกล้สิ้นเดือนจิตคิดคล้ายยาจก

ท้องยาไส้ระหกระเหิน

แดดออก ลมหนาวพัดผ่าน

สิ้นเดือนอีกที




ปัจฉิมลิขิต
| ด่วน! เปิดหลักสูตรการบริหารใช้เงินเดือนให้ใช้ได้ตลอดเดือน

โดย คุณธีรวัฒน์ พักดีจัง

Wednesday, October 14, 2009

พัดลม


พัดลมหมุน ณ ข้างหน้า

ลมพัดมาพาใจหวิว

คิดลอยจนตัวปลิว

ลอยละลิ่วพลิ้วไปไกล






หน้าร้อนร่อนระทม

มีพัดลมก็ไหม่ไหว

อากาศร้อนไม่เป็นใจ

ไม่มีใครมาพัดวี






ตัวเธอสูงส่งฟ้า

มีอาม่าชื่อซูฉี

มีแอร์ยี่ห้อดี

มาเป่าวีให้ดีใจ






นอนสบายให้เย็นฉ่ำ

ร่างลอยลำล้ำละลิ่วพลิ้วใยไหม

คนในฝันเธอคิดถึงใคร

โปรดรู้ไว้ฉันคิดถึงเธอ






อยู่ข้างล่างมันก็ร้อน

เวลานอนก็ละเมอ

อยากนอนในห้องเธอ

อยากรู้ว่าเธอใช้แอร์เบอร์อะไร






ถ้าเธอใช้เบอร์สอง

โปรดได้จองแอร์์ตัวใหม่

แอร์เบอร์ห้านั่นสิใ่ช่

ประหยัดไฟใช้จ่ายหดลดไปนาน






ช่วยลดโลกร่อนร้อน

นอนหน้าพัดลมอยู่ได้นาน

ชื่นใจชื่นสราญ

ไม่ต้องขานร้องร่อนระทม






วันใดเธอเบื่อแอร์

ลองพักตร์แปรแลความสม

มานั่งหน้าพัดลม

ให้รู้ว่าสายลมจากพัดลมเครื่องนี้นั้นมีแต่เธอ




ปัจฉิมลิขิต | 55+

Sunday, September 27, 2009

วีน




เมื่อเช้า


ผอ จอ กอ เรียกประชุม

ตอนเก้าโมงเช้า

ตื่นแปดโมง

กับอีกสี่สิบห้านาที





แต่งตัวเสร็จเก้าโมง

กับอีกห้านาที

พี่เบิร์ดมารับ




ไปถึง

ผอ จอ กอ ยังไม่ประชุม




นั่งรอ





เก้าโมงครึ่ง

เริ่มประชุม





พูด ๆ






ซึ่ง





ไม่ค่อยเกี่ยว



กับกูเลย









....







สิบโมงครึ่ง


"เอ่า วันนี้มีแค่นี้แหละ กลับบ้านได้"


กำลังจะลุกขึ้น



"เดี๋ยวบอย ตาว ยีนส์ แล้วก็ผู้ช่วยอยู่ก่อน"



นั่งต่อ



คนอื่นออกไปหมด



"ผมถามหน่อยว่าในร้านเรามีปัญหาอะไรกัน"


แล้วก็วีน

มันยาว






สรุปคือ


ปัญหาในร้าน


คือปัญหาของผู้ช่วยฯ


ที่ไม่ค่อยเอาไหน


อยู่กับหัวหน้า - ทำอีกอย่าง

อยู่กับลูกน้อง - ทำอีกอย่าง


สั่งงานไม่เป็นระบบ

คุณคิดคุณทำดี

แต่คำพูดกับงานไปคนละทิศทาง

ลูกน้องของคุณจะเชื่อเหรอ






คุณทำงานวันละ 10 ชั่วโมง

ผมทำงานวันละ 15 ชั่วโมง

ผมทุ่มเท

คุณปล่อยละเลย




ความดีไม่ค่อยปรากฏ

แต่ความดีของคุณ

ทำให้ขนหน้าแข้งหัวหน้าหลุดไปชั่งกิโลขายได้




ไม่มีใครพูด

ผมก็พูดตามความจริง

พอความจริงได้ยินกับหัวหน้าคุณ

ปากของคุณบอกว่าไม่ใช่

ไม่เคยทำ




ผมเห็นแล้วละอายใจ

ตอแล


มาก












ปัจฉิมลิขิต | จริง ๆ ครับ

Monday, August 31, 2009

ฤ|ว่าจะ|ดูฝน



พบรักตอนฝนตก

ช่างโรแมนตกแมนติกอะไรจริง


กางร่มและไหล่อิง


ในความจริงคือฝันไป







ในสภาพและความจริง

น้ำตาวิ้งและย้อยไำหล

ในโลกนี้บ่มีใคร

มาห้อยไหล่ที่ฉันเลย






ความเหงามักมากับฝน

ต่างระคนช่างเปรียบเปรย

ฉันนั่งอยู่เงียเงย

และเสยผมที่ตัดใหม่






ฟ้าร้องดังเปรี้ยงปร้าง

แล้วถามว่า "แกรู้สึกสงสารฉันไำหม"

ฉันตอบไปว่าไม่เลย

ฟ้าจำเลยเชลยรักน้ำตาท่วมจอ






ฉันบอกฟ้าว่าพอแล้ว

ถ้าอยากได้แม้วกลับประเทศก็เชิญเลย

แดงฎีกาทำไมฟ้าจึงร้องเปรย

ฟ้าบอกเลยมันแปลว่า "กูเกลียดเหลี่ยม"






รึว่าฤดูฝน

คือฤดูคนอยากระบายให้ใจเจี๋ยม

ระบายน้ำหัวใจที่ไหม้เกรียม

ให้เท่าเทียมกับหัวใจแรกเริ่มมา






อยากร้องไห้ไปกับสายฝน

ไม่อยากให้คนเห็นน้ำตาที่ร้องหรา

เสียงน้ำตากระทบพื้นกลบเกลื่อนมิดเงียบสนิทกับสายฝนมา

กี่น้ำตาร้องไห้ีที่เธอไม่เคยแลเหลียวมอง






สุดท้ายคือความเศร้า

รอบตัวเราเจือสีเทาและหม่นหมอง

เสียงสายฝนกับกลอนไม่คล้องจอง

แต่ลองมองความจริงใจที่ฉันมี


20090829 0348


ปัจฉิมลิขิต | ...

Sunday, August 16, 2009

10 อย่าง ไม่ควรในเซเว่น-อีเลเว่น



เซเว่น-อีเลเว่น ใกล้บ้านคุณ


จะใกล้หรือไกล

เข้าบ่อยหรือไม่บ่อย นานทีนานครั้ง

ตากแอร์ เดินเล่น ซื้อเบอเกอร์ หรือกดสเลอปี้มาดูดเล่น

สิ่งที่คุณไม่ควรปฎิบัติในเซเว่น

ถึงแม้จะไม่ได้ติดป้ายว่าห้าม

หรือป่าวประกาศออกกฎหมายที่ไหน

แต่ก็ไม่ควรจะทำ






ข้อแรก


ก่อนเข้าร้าน ดูตีนตัวเองก่อนว่าเปื้อนดินเปื้อนโคลนมาที่ไหนรึเปล่า

เพราะถ้าเดินทั้งที่ตีนเปื้อนอยู่้

ในพื้นที่ขายของเซเว่นก็จะเปื้อนไปด้วย

ลำบากคนตามทำความสะอาด



ข้อสอง

สนใจพนักงานที่ทักทายคุณด้วยเสียงแรกแย้มของกลีบกุหลาบประดับสวรรค์

"สวัสดีครับ/ค่ะ เชิญค่ะ"

ยิ้มสักนิด หันหน้าเข้าหาพนักงานสักหน่อย

เพราะถ้าคุณไม่ทำอย่างนี้

ต่อไปอาจไม่ได้ยินเสียงนี้ต่อไป

อาจดูเงียบ ๆ เวลาเข้าเซเว่น

ให้พอรู้แก่หัวใจพนักงานว่า

ที่กูพูดไปยังมีฟีดแบ๊กมาบ้าง



ข้อสาม

คุณต้องการไส้กรอกใช่ไหม

ต้องการเบอเกอร์ใช่ไหม

ของพวกนี้ต้องมีกับแกล้ม

เช่น ผักกาด หอมหัวใหญ่ มะเขือเทศ และแตงกวา

ซึ่งมีอยู่ในเซเว่น

เวลาจะคีบผักใส่ถุงของคุณ

ก็อย่าทำตัวเหมือนเด็กสามขวบ

เลอะเทอะ เละเทะ บีบซอสต้องให้เปื้อนอะไรบ้างล่ะ





ข้อสี่

อยากซื้ออยากได้อะไรไม่ว่า

แต่ถ้าเปลี่ยนใจ

ไม่เอาดีกว่า

เอ็กแซมเปิ้น

เดี๊ยนซื้อมันฝรั่งมาหนึ่งห่อ

เดี๊ยนกำลังจะไปคิดเงินแล้วนะ

เดี๊ยนเกิดเปลี่ยนใจ

เดี๊ยนไม่เอาดีกว่า

แต่ชั้นวา่งมันฝรั่งมันอยู่ท้ายร้านแหนะ

เดี๋ยนมีสันดานมักง่ายอยู่ในใจ

เดี๊ยนวางบนชั้นแถว ๆ นั้นแหละ

แล้วเดี๊ยนก็ไม่คิดอะไร

แต่กูคิด





ข้อที่ห้า



เดี๊ยนซื้อของมาเยอะมากเลย

แต่ไม่เอามันฝรั่งในข้อ 4

เดี๊ยนซื้อของมาสองตะกร้าเต็ม ๆ

เดี๊ยนวางของแล้วนะคะ

แล้วก็ยกแรงแขนทั้งสองไว้บนเคาเตอร์ชำระสินค้า

พนักงานแคชเชียร์ช่วยรับสินค้า

"ของทั้งหมดมีเท่านี้นะครับ/คะ"

เดี๊ยนตอบไปว่า "มีเท่านี้แหละค่ะ"

"รับขนมจีบ ซาลาเปาเพิ่มด้วยไหมครับ/คะ"

"ไม่ล่ะค่ะ เดี๊ยนอิ่มแล้ว"

พนักงานชำระสินค้าด้วยบาร์โค๊ด

ขณะที่ชำระสินค้าอยู่นั้น

"เดี๋ยวเดี๊ยนมานะคะ ไปเอามันฝรั่งก่อน เดี๊ยนเปลี่ยนใจ"

เดี๊ยนเดินฝ่าลูกค้าท่านอื่นที่มารอต่อแถวเพื่อชำระสินค้า

แล้วเดี๊ยนก็ไปท้ายร้าน เดินด้วยท่าทางอุ้ยอ้าย

ลูกค้าท่านอื่นรอ

พักรายการสินค้าไว้ไม่ได้

เพราะพักไว้ก่อนแล้ว

ต้องรอเดี๊ยน

อย่าทำนะครับ/คะ

ชำระสินค้าแล้ว

ก็อย่าเดินผละออกไปเลือกสินค้าในขณะที่ลูกค้าเยอะอยู่

ไปนานนี่สิครับ/คะ

กูล่ะเบื่อ





ข้อที่หก


ด่าเดี๊ยนไล่ออกไปจากร้านแล้ว

ฮ่า ๆ ๆ

มีผู้ชายหน้าตาเหมือนจะดี

มาชำระสินค้า

"สินค้าทั้งหมด หนึ่งร้อยสี่สิบเอ็ดบาทครับ/ค่ะ"

ชายผู้นั้นยื่นเงินเป็นจำนวนหนึ่งร้อยห้าสิบบาท

"รับมาหนึ่งร้อยห้าสิบบาทนะครับ/คะ"

(กร๊อกแกร๊ก)

"เงินทอนเก้าบาทครับ/ค่ะ"

"รอรับใบเสร็จด้วยนะครับ/ค่ะ"

ชายผู้นั้นรับใบเสร็จ

แล้วขยำ

โยนมาไว้ที่หน้าพนักงาน

คุณไม่เอาก็บอกซีครับ/คะ

หยิบไปก็เอาไปทิ้งถังขยะหน้าร้านก็ได้

เสียพลังงานกูในการยกแขนยื่นใบเสร็จให้




ข้อที่เจ็ด


ในบางเวลาพนักงานจะออกมาใช้ไม้ม๊อบ

ทำความสะอาดพื้น


ถูแล้วมันจะเปียกใช่ไหม

คุณก็เลี่ยงไปใช้ทางอื่นที่ยังไม่ได้ถู

สังเกตสักนิดหนึ่งนะครับ/คะ

คุณลองเหยียบพื้นในขณะที่เปียกดูสิ

แล้วมันก็เปื้อนใช่ไหม

แล้วลองมาสายตาพนักงาน

ที่เพิ่งถูพื้นผ่านพ้นไปเมื่อตะกี้นี้

ถึงคุณพูดว่า

"ขอโทษนะครับ/คะ"

และถึงแม้ว่าพนักงานจะตอบว่า

"ไม่เป็นไรครับ/ค่ะ"

แต่เสียงของคำว่าไม่เป็นไร

มันจะมีเสียงกระทบกระทั่งของฟันอยู่







ข้อที่แปด


แบบตรง ๆ

อย่ารู้ดีกว่าพนักงาน

โอ้อวด

คุยนั่นนี่

เป็นมาอย่างนั้นอย่างนี้

ทำไมสาขาอื่นทำได้

สาขานี้ทำไม่ได้

อะไรประมาณนี้

ถ้ารู้ดีกว่า


มาเป็นแทนกูสิ






ข้อที่เก้า



ท้ายใบเสร็จ

จะมีเบอร์โทรศัพท์ของศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ใช่ไหม

เออ ถ้าร้านที่คุณไปมันดี บริการดี

ก็โทรไป


แล้วถ้าคุณมั่นใจว่าพนักงานบริการไม่ดีจริง

ก็โทรไป

และถ้าอะไรที่เป็นความผิดของคุณ

เอ๊กแซมเปิ้น

ซื้อของอันนี้แล้วทำไมไม่ลดราคาให้เดี๊ยนล่ะคะ่

(เดี๊ยนมาอีกแล้ว)

เดี๊ยนลองมาป้ายว่ามันมีเงื่อนไขอะไรไหมครับ/คะ

ถึงได้ลดราคา

เป็นเช่นนี้

ก็อย่าได้

เอะอะก็โทรฟ้อง โทรแจ้ง

ไม่แน่จริง

อย่า





ข้อที่สิบ


โอกาสหน้าเชิญใหม่นะครับ/คะ





ปัจฉิมลิขิต | จากใจ

Sunday, June 7, 2009

ลิ้นบวม



เมื่อเช้ากลับมาจากที่ทำงาน

ตอนเก้าโมงเช้า

แล้วก็นอน

เพิ่งจะตื่นเมื่อตอนหนึ่งทุ่ม




นอนกลางวันฝันไปว่า

ฉันเป็นตำรวจ

แต่คงไม่ใช่ตำรวจพันศักดิ์

55+

กำลังจับผู้ร้ายในทุ่งนา

ฉันตะโกนลั่นทุ่งออกไป

"ไอ้เสือย้อย มึงมอบตัวซะดีๆ ถ้ามอบตัวตอนนี้ โทษก็น้อยลงนะโว้ย"

เสือย้อยแอบอยู่หลังหุ่นไล่กาตะโกนกลับ

"ไม่มีทางเว้ย วันนี้กูจะฆ่าตำรวจเว้ย"



แล้วความฝันก็เลือนไป

แล้วไปฝันอีกเรื่องหนึ่ง

ฝันว่า

กำลังเกี่ยวข้าวในทุ่งนา

ทำไมต้องในทุ่งนาด้วยวะ

กำลังก้มหลังสู้ฟ้าหน้าสู้นา

ใช้เคียวเกี่ยวรวงข้าวรวงสีทอง

ข้าวเปลือกหลุดร่วงลงดิน

โดนหัวหนูนา

มันกัดนิ้วหัวโป้งตีน

ฉันร้องสุดขีดใจ

นั่งล้มกองกับพื้น

เอามืองัดตีนขึ้นใกล้หน้า

แล้วปากยื่นไปอมนิ้วหัวโป้งตีน

น้ำลายจากซอกฟัน

ช่วยบรรเทาความเจ็บ






สะดุ้งตื่นขึ้นมา

อาบน้ำ

แต่งชุดทำงาน

เตรียมไปทำงาน

รู้สึกในปากว่า

ลิ้นข้างซ้ายในบวมเล็กน้อย

ใช้ฟันขูดๆ ลิ้น

เพราะมันคันๆ

มันก็เริ่มบวม

ตอนนี้มันบวมไปครึ่งลิ้นแล้ว

และมันก็พูดไม่ชัดด้วยแหละ

เวรกรรม




ไปก่อนนะครับ

ไปทำงานก่อน

เดี๋ยวสาย

อายเจ้านายตายเลย



ปัจฉิมลิขิต | อะหวัดดีฮับ เฮินฮับ อับอาลาเปาเพิ่มไหมฮับ


แบบใหม่ในแบบเก่า



มีใครบางคนเข้ามาในชีวิตฉัน

ฉันบอกกับเธอว่า

"ฉันเป็นอย่างนี้นะ"

เธอบอกว่า

"ฉันรับได้"

ลองดูสิ เธอจะอยู่กับฉันได้นานขนาดไหน

ถ้าเธออยู่กับฉันได้นาน

เธอคงมีอะไรคล้า่ย ๆ ฉัน

เพราะปกติฉันก็ไม่ค่อยเหมือนใครอยู่แล้ว




แต่บางที

ฉันก็ไม่ค่อยจะมีเวลาให้สักเท่าไหร่

เธอบอกให้ฉันไปส่งที่รถตู้ในตอนเช้ามืด

เพื่อที่เธอจะได้ไปเรียนโรงเรียนในตัวเมือง

ฉันในบางที ก็ไม่ได้ไปส่ง

ต้องทำงาน

หรือนอนอยู่เพราะเหนื่อยจากทำงาน

เธอบอกกับฉันว่า

ไม่รู้สึกเหนื่อยบ้างเหรอ

กับการที่ต้องทำงานเพื่อตัวเอง

กับงานเพื่อคนอื่นอีกเยอะแยะ

แต่ทำเพื่อคนๆ หนึ่งซึ่งเป็นห่วง

กลับทำไม่ค่อยได้

ฉันบอกแล้วไง

"ฉันเป็นอย่างนี้"



มันเป็นแบบใหม่ในแบบเก่า

หรือว่าประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย

แต่ฉันเบื่อประวัติศาสตร์เสียแล้ว

เพราะมันซ้ำมาเป็นร้อย



ปัจฉิมลิขิต | อนาถชีวิต ฉันลิขิตเองซะนี่


Friday, June 5, 2009

พ่อฉันชื่อดาบชิด




เมื่อเช้า่มืดนั่งเขียนเรื่องสั้นอยู่

แต่เขียน ๆ ไป

ฝนก็ตกโปรยปราย

ปรอยปรอยพลอยน่านอน

แล้วสมองก็ตัน เพราะง่วง

เช้าวันนี้ฉันมีแพลนไปในเมืองสุพรรณบุรี

จะไปเปิดบัญชีธนาคารกรุงเทพ

แถวบ้านของฉันไม่มีธนาคารนี้

เงินเดือนที่ทำงานจะได้โอนมาได้

ไปสุพรรณโดยนั่งรถเครื่องไป

แต่ฝนเจ้ากรรมก็ยังตกอยู่

กว่าจะออกจากบ้านได้ก็แปดโมงครึ่ง

แต่ฝนก็ยังตกอยู่






หมวกกันน๊อกวางไว้บนโต๊ะ

ฉันกำลังคิดว่าควรใส่ขับรถไปดีไหม

เพราะใส่ขับรถทีไร มันขับรถไม่ถนัด

วิสัยทัศน์ในการมองแคบไปถนัดตา

ขับรถนาน ๆ ก็ปวดหัว

หัวเรามันใหญ่ ใส่แล้วหายใจไม่ออก

สุดท้ายคิดได้ก็วางมันไว้บนโต๊ะที่เดิม

เอาหมวกแก๊ปกำมะหยี่สี่ดำมาใส่เหมือนเคย

ใส่เสื้อคลุมให้มิดชิด

เพราะผิวที่ดำอยู่แล้วกลัวไม่รู้จะดำอย่างไรอีก






ขาไปขับรถปลอดภัย

ไม่มีเหตุอะไรเกิดขึ้น

หนึ่งชั่วโมงถึงเมือง

ฉันใช้ถนนอาชาเลี่ยงเมืองเข้าในตลาด

เพราะกลัวตำรวจแถวแยกแขวงจะจับ

ติดไฟแดงตรงวัดพระรูป

เห็นมีคนใส่หมวกกันน๊อกทั้งนั้น

ใจเริ่มหวั่น

แล้วถ้าฉันข้ามไปฝั่งตลาดนี่จะโดนเลยมั้ยเนี่ย

ไฟเขียวใกล้ปรากฏ

มีฟีโน่ไม่สวมกันน๊อกมาเทียบข้างเครื่องให้พออุ่นใจ

อย่างน้อยถ้าฉันโดนจับ อีนี่ก็โดนไปด้วย

ฮ่ะ ๆ ๆ

ไฟเขียวปรากฏขึ้นแล้ว

เลี้ยวขึ้นสะพาน เห็นหอคอยตระหง่านอยู่เสี้ยวแว๊บ






ก่อนที่จะลงสะพาน

ฉันไม่ตรงเข้าถนนให้ตำรวจจับดอก

ฉันก็เลี้ยวเข้าตลาดเลย

ถ้าตำรวจมาดักจับในตลาดแผงลอย

ก็สุดยอดตำรวจแล้วแหละ

ถวายกราบตีนเลย





แต่ใจเจ้ากรรมเจ้าเอ๋ย

ฉันยังไม่รู้เลย ธนาคารกรุงเทพอยู่ตรงไหน

เข้าตลาดมาเรื่อย ๆ

ผ่านโรงหนังฟ้าสยาม

โผล่ตรงสี่แยกนางพิม

ตำรวจยืนตระหง่านตรงสี่แยก

จอดรถเข้าข้างทางเลยครับ

เดินออกไปดูข้างถนนใกล้ ๆ กับตำรวจ

ว่าธนาคารอยู่แถวนี้ไหม

"ไม่มี"

เอาไงเนี่ย

โทรไปถามเจ้าบ้านสักหน่อย

เธออาจจะรู้สักนิด

แต่ก็ผิดคาด

ฮ่ะ ๆ ๆ

รอบนี้ขับวนอยู่ในตลาดอีก

ไปโผล่ตรงธนาคารกรุงไทย

อ่าาา นั่นไง ดอกบัวตระหง่านตรงโน้น

แต่ตำรวจอยู่ตรงนี้

ก็หาทางหลบเข้าตลาด

ไปโผล่หน้าธนาคารกรุงเทพเลย

ตำรวจไม่ได้แอ้มฉันหรอก

ฮ่ะ ๆ ๆ






เปิดบัญชีเสร็จ

กลับบ้านทันที

รอบนี้กลับบ้านอย่างสบายใจ

ธุระของฉันก็เสร็จเรียบร้อยแล้ว

ถึงด่านช้างแล้ว มีแพลนไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลต่อ





ฉันขับรถอยู่ตรงนี้

แต่สายตาฉันมองไปข้างหน้าเป็นร้อยเมตร

ว่าตำรวจมีดักข้างทางไหม

ก็โล่งดี

กลับเลี่ยงเมืองทางเดิม

โผล่ตรงสารพัดช่าง

เลี้ยวขวาปุ๊ป

เสียงนกหวีดกรีดยาวทันที



ตำรวจผอมเรียวสูง

มีหนวดเป็นกระหย่อม

ใส่แว่นสีดำประทับตราเรย์แบนด์อยู่ที่ขอบแว่น

ป้ายชื่อที่อก "พันศักดิ์"

คล้องปลอกแขนสีขาวแสดงตำแหน่งเป็นตำรวจจราจร

ชูแขนขึ้นฟ้าแล้วกวักมือให้เข้าข้างทาง



"หมวกกันน๊อกไปไหน"

"ไม่มีครับ"

"ไม่มีตังค์ซื้อรึไง"

"มีครับ แต่หมวกอยู่บ้าน"

"เสียค่าปรับนะ"

พันศักดิ์ยกใบค่าปรับขึ้นมาเขียน

"ชื่ออะไร?"

"ธีรวัฒน์"

"นามสกุล?"

"ภักดีชาติ"

"เขียนยังไง"

ฉันเปิดกระเป๋าตังค์หยิบบัตรประชาชนให้พันศักดิ์ดู

"น่าจะหยิบขึ้นมาตั้งนานได้แล้วนะมึง"

มึงเลยเหรอ ตำรวจพูดคำหยาบกับประชาชนเสียแล้ว

พันศักดิ์คว้าบัตรประชาชนของฉันไปอย่างรวดเร็ว

"ผมให้ดูเฉย ๆ นะครับ"

"กูมองไม่เห็น เอามาเขียนใบปรับให้มึงนี่แหละ"

"ก็ถอดแว่นซีครับ จ่า"

มองหน้า ยังเขียนต่อไป

"บ้านอยู่ด่านช้าง แล้วมาทำอะไรที่นี่"

"ธุระครับ"

"ธุระอะไร"

"ธนาคาร" ทำเสียงห้วนใส่

"ท่าทางเหมือนไม่กลัวตำรวจเลยนะ"

"ก็พ่อผมเป็นตำรวจอยู่ด่านช้าง" ความตอแหลเริ่มเข้าใส่

"เอ้า ลูกตำรวจเหรอ ชื่ออะไรวะ ต้องสอนลูกให้ใส่หมวกกันน๊อกซะแล้ว"

"ดาบชิด รู้จักมั้ย"

"กูไม่รู้หรอก ลูกดาบเลยเหรอ"

หน้าพันศักดิ์จ๋อยไปนิด




"เอ้าเสร็จแล้ว ร้อยบาท จ่ายตรงนี้เลย"

พันศักดิ์ฉีกใบค่าปรับ ฉันสังเกตว่าไม่มีกระดาษก๊อปปี้

"ไม่มีเงินครับ"

"เฮ้ย อะไรวะ ไม่มีเงินติดตัวเลยรึไง"

"ก็เอาไปธนาคารหมดแล้ว"

"ไม่มีเงินก็ยึดรถ"

"แล้วจ่ายที่โรงพักไม่ได้เหรอครับ"

"ไม่ได้ นี่มันตำรวจตั้งด่านขึ้นมาเฉพาะกิจ"

ฉันรับใบค่าปรับมา ในใบไม่เซ็นชื่อของพันศักดิ์ ไม่มีเซ็นรับ

มันเป็นที่น่าสงสัย

"ไม่มีเงิน ก็ไปคุยกับนาย อยู่ฝั่งนู้น ยศพันตรี"

พันศักดิ์ชี้ไปทางตำรวจนายหนึ่ง

"คนนั้นน่ะ ใส่หมวกแก๊ปดำ นั่นแหละ คนนั้นแหละ"




ฉันเดินข้ามถนนไป

ไปหาพันตรีใส่หมวกแก๊ป

ยกมือไหว้หนึ่งที

"เป็นลูกตำรวจเหรอวะ ฝั่งนู้นเขาวอมา"

ใจเริ่มสั่น

"ครับ"

"พ่อตำรวจที่ไหน"

"ด่านช้างครับ"

"แล้วมาทำอะไรที่นี่"

"ธนาคารครับ"

"ไม่มีเงินยืมก่อนก็ได้ เดี๋ยวจะตามไปทวงที่ด่านช้าง"

"ไม่ต้องหรอกครับ"

"ไม่ต้อง แล้วมีเงินเหรอ"

"ไม่มีครับ"

"ไม่มี งั้นก็ไป เก็บใบปรับไว้"

"โอเค เรียบร้อยแล้วนะครับ"

"เออ! ไปเหอะ "






ฉันข้ามถนนกลับไปฝั่งเดิม

เดินไปหาพันศักดิ์ บัตรประชาชนของฉันยังไม่ได้

พันศักดิ์ยื่นบัตรประชาชนให้

ฉันจะหยิบ

พันศักดิ์ชักบัตรกลับ

"นายว่าไงวะ"

"บอกว่าถ้าไปด่านช้างเมื่อไหร่ เดี๋ยวจะเลี้ยงเบียร์"

พันศักดิ์ยื่นบัตรให้ ทำหน้าแหย

"กวนตีนนะมึง"

"นิดนึง"




ฉันเดินไปด้วยท่าทางสะใจ

ไม่หันมองกลับไป

เสียบกุญแจรถ

สตาร์ท

มองในกระจกรถนิดนึง

ถุยน้ำลายตรงปลายตีน

เบิ้ลรถเสียงดังสักนิด

แล้วบิดออกไป

สะใจจริง

พ่อฉันเป็นตำรวจ



ปัจฉิมลิขิต | มันคือเรื่องจริงนะจ๊ะ

Thursday, June 4, 2009

ลุงเสา ณ บ้านไร่



ตอนสี่ทุ่มของวันก่อน

ฉันยังทำงานอยู่ในเซเว่น

วันนี้ฉันทำอยู่ผลึดดึก

ลูกค้ายังเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย

งานบริการคืองานที่ฉันรัก

แต่บางครั้งก็ทำให้ฉันหน่าย

สิ่งที่ฉันนึกแล้วลุกขึ้นมาได้ต่อเสมอ

คือฉันอยากได้กล้องถ่ายรูปสักตัว







"สวัสดีค่ะ เชิญค่ะ"

เสียงจากพนักงานแคชเชียร์กล่าวต้อนรับลูกค้า

เสียงของประตูเปิดครืนอัตโนมัติ

ลุงแก่ ๆ เสื้อผ้าซอมซ่อ

กางเกงขายาวสีชาขาดวิ่น

สภาพของลุงบอกได้เลยว่า

สุขอนามัยน้อยเสียเหลือเกิน





ลุงเข้ามาพร้อมกับย่ามกระสอบน้ำตาลมิตรผล

และด้ามไม้กวาดไว้คอยค้ำแรงโน้มถ่วงของร่างกาย

เดินไปช้าๆ

ไปทางมุมหนังสือ

กวาดสายตามองหนังสือช้าอย่างช้า ๆ

เพ่งชื่อหนังสือยู่นาน

พลิกหน้าพลิกหลัง

ไม่ถูกใจก็วางไว้ตรงนั้น

จนลุงแกเพ่งหนังสือเล่มนั้นอยู่นาน

ก่อนที่จะหยิบหนังสือไว้แนบอก

แล้วทิ้งตัวนั่งกองลงกับพื้น

ทิ้งย่ามเก่า ๆ กับด้ามไม้กวาด

ผายแขนจากอกที่แนบหนังสือไว้

เปิดอ่านอย่างตั้งใจ




"ลุงครับตอนนี้เที่ยงคืนแล้วนะครับ บ้านลุงอยู่ไหนครับเนี่ย"

แกเหมือนไม่ได้ยิน ยังคงอ่านหนังสือต่อไป

"ลุงครับ"

"เอออ"

"บ้านลุงอยู่ไหนครับเนี่ย"

"บ้านไร่"

"บ้านไร่เลยเหรอครับ แล้วมาด่านช้างไงเนี่ยลุง"

"เกาะรถเมล์แดงมา จะมาหาน้องสาว ชายเอ้ย มันจำลุงไม่ได้"

"อ่าว ทำไมล่ะลุง"

"ก็ลุงมันจน ลุงลำบาก ข้าวก็ไม่มีกิน อยากมาหาพี่น้อง เผื่อช่วยเหลือได้"

ลุงทำเสียงอย่างเสียใจอยู่ในลำคอ

"แล้วลุงเชื่ออะไรครับเนี่ย"

"เสา"

"เสา..... เสา สอ เสือเหรอครับ"

ลุกพยักหน้าเล็กน้อย


"แล้วลุงจะทำไงต่อ"

"พรุ่งนี้ก็กลับบ้านไร่ แต่คืนนี้ไม่รู้จะนอนไหน"

"นอนหลังร้านที่นี่ก็ได้ ตอนเช้าค่อยนั่งรถกลับบ้าน"

"ขอบใจนะชาย ลุงขออ่านหนังสือตรงนี้ก่อนนะ"

"ตามสบายเลยนะครับลุง"

ลุงหันหน้ามาคุยต่อ

"แต่ลุงก็อยากกลับบ้านคืนนี้เหมือนกัน"

"นอนที่นี่ก่อนแหละครับ พรุ่งนี้ค่อยไป"

"ลุงไปแน่ ลุงไปแน่"

แกย้ำพึมพำเบาๆ อยู่อย่างนั้น








ตีสี่แล้ว

ฉันเก็บล้างทำความสะอาดในเซเว่นเรียบร้อยแล้ว

ลุงยังนั่งอ่านหนังสืออยู่ตรงนั้น

"คืนนี้ลุงยังไม่ได้หลับเลยนะ"

"จบพอดีเลยชาย ลุงอ่านจบแล้ว"

"สงสัยลุงไม่ได้นอนแล้วล่ะ เพราะรถมีออกตอนตีห้า"

"ลุงอยากนอน ขอนอนตรงนี้แหละ เดี๋ยวลุงก็ไปแ้ล้ว"




ลุงแผ่ตัวนอนราบพร้อมกับกอดหนังสือไว้

แกหลับตาอย่างสบายใจ

ตรงมุมหนังสือนั้น




"ลุง ๆ ใกล้จะตีห้าแล้ว เดี๋ยวผมไปส่งที่ท่ารถ"

ฉันเขย่าตัวแกเบา ๆ

"ลุง ๆ ตื่นเถอะ จะตีห้าแล้วนะ"

ลุงแกยังนอนยิ้มอยู่และกอดหนังสือไว้อยู่

พนักงานผู้หญิงอีกสองคนก็ไม่รู้จะทำอย่างไร

ฉันมองหน้าพนักงานในร้าน

"ลองเอามือแตะจมูกดูซิ ไม่หายใจแล้วมั้งน่ะ"

ฉันลองเอานิ้วอังรูจมูก

"เฮ้ย ทำไมไม่หายใจวะ"

"จริงเปล่าเนี่ย ไหนลองดูอีกที"

"เนี่ย ชีพจรที่ข้อมือก็ไม่เต้น"

เมื่อจับข้อมือออกมาจากหนังสือที่แนบไว้ที่อก

ฉันก็รู้ว่าแกกลับบ้านไปแล้วจริง ๆ



"ตายแล้วไปไหน" หนังสือที่แกแนบไว้ตลอดกาย





ปัจฉิมลิขิต | [...ตีห้ากว่า ๆ แกถูกส่งโรงพยาบาล]

Wednesday, June 3, 2009

มีอะไรในกอไผ่

บ้านของฉันอยู่ใกล้กับภูเขา

ภูเขามีป่าต้นไม้เขียวขจี

ว่าง ๆ ฉันชอบที่จะเดินเข้าป่าบนภูเขา

เพราะเข้าไปหาทีไร

ก็มักจะมีความเร้นลับค่อย ๆ เปิดเผย

ให้น่าตื่นเต้นทุกครั้งที่เดิน

จนฉันรู้สึกว่า

ฉันรักภูเขานี้เสียแล้ว

อีกด้านของภูเขามีดงไผ่พื้นที่ขนาดใหญ่

แต่ฉันไม่เคยเดินเข้าไปสักที

เมื่อฉันไปถึงดงไผ่

ฉันคิดว่ามันมีอะไรแอบอยู่ในกอไผ่




ในกอไผ่มีหน่อไม้

ฉันไปตัดหน่อไม้มา

กลับบ้านตั้งหม้อต้มน้ำ

วันนี้ฉันจะกินหน่อไม้ต้มน้ำตาล

หน่อไม้ต้มน้ำตาลกลิ่นหอมชวนชิม

แต่ชิมแล้วมันกลับมีรสขมขื่น

ผิดกลับที่ฉันตั้งใจให้มันมีรสหวาน

ในขณะที่อาเจียนกับหน่อไม้ขมข้นนั้น

เจ้าหน้าที่ป่าไม้มาจับตัวฉัน

ในโทษฐานไปตัดหน่อไม้ในเขตพื้นที่ป่าของกรมป่าไม้

จับเข้านอนในคุกอยู่สองคืน

ฉันคิดว่าข้าวแดงในคุกที่ไม่ได้ตั้งใจจะกิน

มันกลับอร่อยกว่าหน่อไม้ที่ฉันตั้งใจให้มันอร่อย

แต่มันไม่อร่อย

เมื่อออกจากคุก ฉันกลับไปดูกอไผ่ที่ไปตัดหน่อไม้

และแล้วมันก็มีอะไรมากกว่าหน่อไม้ในกอไผ่จริงๆ



ปัจฉิมลิขิต
| ฉันรู้สึกอย่างนั้นจริง ๆ

Tuesday, May 5, 2009

งานวัด



1.|ชิงช้าหมุน
ในหมู่บ้านมีงานวัดออกนัดเที่ยวกับเธอ

เจอกันตรงชิงช้าหมุนอย่าให้รอเก้อ

มองละเมอเพ้อเจ้อว่าชิงช้ามันหมุนไว

นีออนสีหลากตาม่วงเขียวฟ้าส้มสดใส

หมุนไปคิดไปไกลว่าไปถึงสวรรค์

บนนั้นมีนางฟ้าเทวดาอาบแสงจันทร์

นางฟ้าที่นัดไว้...

สะกิดตัวว่าอย่ามัวมองเพ้อฝัน~













2.|ลูกไก่
ลูกไก่ในกรงทำหน้างง

ดูแล้วคงคล้ายเด็กทารก

เธอจะกลายเป็นไก่ผู้ใหญ่ในภายหน้า

ถูกเลี้ยงให้อื่มพลีชีสำราญ

อีกไม่นานเธอจะเป็นไก่ย่าง

จะห้าดาวหรือแกล้มส้มตำ ก็ไม่รู้

เธอรู้เปล่า...?










3.|งานศพ
งานบวช งานแต่ง เขาแจกการ์ด

งานศพจบชีวิตการ์ดใบละนิดก็ไม่มี

ตายทั้งทีทำไมไม่บอก

บนเรือนบ้านตั้งโลงศพ

นิมนต์พระบวชมาสวดสรรค์

นี่งานเศร้าหรืองานฉลองรื่นเริง

มีแต่เสียงครื้นเครงหัวเราะ

วางดอกไม้แ้ล้วมาตีหน้าเศร้า

คล้ายน้ำเน่าในละคร

งานศพ...ผมแจกการ์ดดีมั้ย











4.|โลตัส
ห้างสรรพสินค้าคือโชห่วยขนาดใหญ่

ใครๆ ก็ต่างพากันไป

เพราะมีครบครันให้เลือกสรร

จันทร์ถึงอาทิตย์ไปได้ไม่มีเบื่อ

ได้สินค้ามาจุนเจือช่วยเหลือ

ตอนเงินไม่เหลือก็โทษว่า

"มันเป็นของฝรั่ง อย่าไปซื้อ"











5.|น้ำอัดลม
น้ำอะไรลงท้องแล้วแสบลิ้น

ดิ้นแสบซ่ากระชากใจ

ถ้ากินมากต้องทำใจ

อ้วนและฟันผุ

แต่ก็ดื่มกัน



ฉันก็ดื่ม...













6.
|เพื่อนเก่า

มีโอกาส

ได้คุยและรู้จัก

แต่เธอเปลีั่่ยนไป

จนยากที่รู้จัก







ปัจฉิมลิขิต | เริ่มคิดหนัก

Saturday, April 11, 2009

i Express





ช่วงเวลา ณ คืนหนึ่ง
นั่งอ้ำอึ้งในห้องเหลี่ยมไร้ความหมาย
มีความคิดอยากพูดอยากระบาย
ให้เป็นกลอนสบายสบายไร้กังวล





เวลานี้ทำงานอยู่เซเว่น
ทำทุกอย่างไม่ว่างเว้นให้เห็นผล
อยู่ในเมืองสุพรรณบุรีคนปะปน
ต้องอดทนทำงานอยู่ร่ำไป





ทำพลัดบ่ายเริ่มตอนบ่ายเลิกสี่ทุ่ม
มันก็เหนื่อยแต่ไ่ม่กลุ้มพอทนไหว
คิดเสียว่าประสบการณ์ไม่มีใน-
ห้างโลตัสหรือมาให้อยู่กับมือ








มาเช่าห้องอยู่ใกล้ใกล้กับเซเว่น
ภายในห้องไม่มีเล่นให้หวาหวือ
มีพัดลมหมอนนอนเตารีดมือ
และมือถือไร้เอ็มพีเงียบเหงานาน





เวลาว่างขี้รถเครื่องตะลอนเล่น
ถนนมาเลนกว้างขวางแลเลียวสนาน
อยากไปไหนก็ขี่ไปทุกทุกงาน
ขี่นานนานน้ำมันหมดเราก็เติม





อยากกินข้าวอยากกินบะหมี่เกี๊ยว
ขี่รถไปแล้วเลี้ยวแทรกรถเสริม
ร้านข้างทางแยะไปไม่อิ่มเพิ่ม
เติมน้ำตาลในก๋วยเตี๋ยวให้หวานใจ








ถ้ามีตังค์เราก็ไปร้านโกตี๋
ร้านดูดีไฮโซแพงพอไหว
แต่ตัวกูโลโซไปทำไม
ก็อยากให้ชีวิตกูดูครื้นเครง





อากาศร้อนเราก็ไปช๊อปโลตัส
อัตคัตก็อยู่ห้องที่โหวงเหวง
แถวห้องพักมีแต่พวกเป็นนักเลง
กูต้องเบ่งให้เขาเกรง'เลงเหมือนกัน





เวลางานชอบทำอยู่สิ่งหนึ่ง
คือมึนตึงนั่งอยู่ในตู้ว้อลท์หวัน
อู้งานไปหนาวไปพอเอามันส์
แต่อย่ามันส์เกินไปจะหนาวตาย








สวัสดีครับเชิญครับขอบคุณครับ
รับอะไรเพิ่มไหมครับมีหลากหลาย
ลูกค้าเยอะจับทอนเงินมั่วตาลาย
ถ้าเงินหายเราก็จ่ายแบบฟรีฟรี





ใกล้สงกรานต์นานปีจะมีที
ไม่รอรีสาดน้ำตัวเปียกปี๋
แต่เซเว่นหยุดให้ก็ไม่มี
เศร้าชีวีอดเล่นน้ำเศร้าจริงใจ





เมื่อวานก่อนบอกกับผอจอกอ
"ผมขอออกตัดวีคนี้ได้ไหม"
ผอจอกอถามกลับ"ออกทำไม"
ผมตอบไปว่า"ผมจะไปเรียน"








จะไปเรียนเป็นข้ออ้างออกจากงาน
ผอจอกอยื่นใบลานมาให้เขียน
เขียนเหตุผลลงไปไว้ให้เนียน
ลงชื่อเขียน"ธีรวัฒน์"รับทราบเอย





เดินทำเรื่อง"ข้ออ้่าง"หาหลักฐาน
โทรติดต่ออาจารย์รอเฉลย
และคำตอบของข้ออ้างคือเฉยเฉย
ให้เฉยเฉยรอคำตอบจากอาจารย์





นอนในห้องทรมานอยู่นานจิต
เอาแต่คิดรอคำตอบให้เร็วขาน
ซ่านใจร้อนร่อนระวิงวิ่งระราน
เหมือนมีมารม่านผจญอยู่ก้นใจ








สงกรานต์นี้ขอทุกคนมีความสุข
ให้ไร้ทุกข์ไร้โรคโชคสดใส
ใครสาดน้ำที่ไหนเพจมาไว
เดี๋ยวจะไปสาดน้ำด้วยช่วยอีกคน





ปัจฉิมลิขิต
| ทำงานเหนื่อย ^^~

Tuesday, March 17, 2009

Change!



เมื่อวานนั่งรถไปในสุพรรณฯ มา

ไปหางานอะไรทำ

ที่ไหนก็ได้

ที่มันไม่ใช่ด่านช้าง

เพราะรู้สึกเบื่อ

หาแรงบันดาลใจ

จะทำอะไรไม่ได้เลย

อยู่มานานแระ

ชีวิตคนเราอยู่ที่เดิมไม่ได้หรอก

มันต้องมีเปลี่ยนกันบ้าง

เดี๋ยวจะเบื่อตายชักกันเสียก่อน



สมัครงานโดยพื้นฐานแล้วจะต้องมีหลักฐานต่อไปนี้

หนึ่ง สำเนาบัตรประชาชน

สอง
สำเนาทะเบียนบ้าน หน้าที่เป็นชื่อของเรา

สาม สำเนาวุฒิการศึกษา

และการเซ็นสำเนาถูกต้อง

ทางที่ดี

ควรขีดยาว

แล้วเซ็นทับตรงที่มีชื่อของเี่รา

เพื่อที่จะได้

ไม่มีใครไปแอบอ้างเอาชื่อของเราไป



มาขึ้นรถ 69 กรุงเทพฯ-ด่านช้าง

แต่ไปลงสุพรรณฯ

แล้วก็ตรวจสอบความเรียบร้อยของเอกสาร

ดูใบวุฒิ

ชิบห่าจ๋า

เอาใบวุฒิเกรด 5 เทอมมาทำไม

ประทับตราในเอกสารเลยว่า

"ยังมิจบหลักสูตร"

เอาไงดีกว่า

เหลืออีก 10 นาที รถจะออก

วิ่งไปที่มอเตอร์ไซต์รับจ้าง

"พี่ไปบ้านผม ซอย 6 เร็วๆ เลยนะ หกเก้าจะออกแล้ว"

วิ่งเข้าบ้านไปเอาวุฒิฉบับเต็มมา

รถพี่เค้าก็โซ่ไม่ค่อยดีนะ

"กุ๊งกิ๊ง กิ๊กกั๊ก"

เสียงโซ่รถน่ารักจริง



ผ่านดอนเจดีย์

แน้ ไปเหลือบเห็นอะไร

ที่ไม่ค่อยเป็นมงคลแก่สายตาเอาเสียเลย

แต่ก็นะ...

ผ่านไปแล้วก็ผ่านไปแล้ว

มันคงเป็นแค่ที่เดียว

เท่านั้นแหละ



ไปถึงหอพักของเพื่อน

ไปที่เซเว่น

สมัครงานครับ

"น้องคะ ที่นี่ไม่เคยมีผู้ชายทำงานเลยนะ"

ทำหน้านิ่งๆ

"ก็เคยทีมาทำนะ แต่ทำสองวันก็ออก เพราะพวกพี่จับผู้ชายกินหมด"

"???"

"ล้อเล่น"

ผู้จัดการนั่งสัมภาษณ์

"ทำงานที่เก่าก็นานเหมือนกัน ทำไมออกซะล่ะ"

"ช่วงนั้นติดธุระที่บ้าน ก็เลยออกจากงานมาครับ"

(จริงๆ ไม่ใช่อย่างนั่นหรอกครับ)





สัมภาษณ์เสร็จ

"สิ้นเดือนเริ่มทำงานนะคะ คนเก่ากำลังจะออกสิ้นเดือน"

โหว อีกนานเลย




นั่งรถตู้กลับบ้าน

รองาน



ปัจฉิมลิขิต | I will be a 7Eleven Man

Saturday, March 14, 2009

คำขอร้องจาก ผอ จอ กอ


เช้าเจ็ดโมงครึ่ง

เมฆครึ้มบดบัง

บรรยากาศสีเทา

อากาศเย็น

เป็นใจ

น่านอน

ละอองฟองกลิ่นฝน

บันดลกลิ่นฟุ้งกระจาย

ลมเย็นๆ พัดอะไรมา

ให้เราเจอกับ

ฝนตกในฤดูร้อน




จัดการสะสางธุระค้างคา


ให้มันจบๆ ไป

เวลาเที่ยงในบรรยากาศอึมครึม


แวะไปเยี่ยมเพื่อนร่วมงานเก่าซักหน่อย

หาอะไรกินด้วย



"เอ้อ ยี้นนนนส์ มาพอดีเลย" เสียงจากแคชเชียร์

"มีอะไรเหรอครับพี่ต่าย ทำเสียงสูงเชียว"

"พี่พิณมีอะไรจะคุยด้วย โทรไปหาก็ไม่ติด"

"ผอ จอ กอ เนี่ยนะ บ้าเปล่า"

"ไม่รู้เหมือนกัน เห็นมีอะไรจะคุยกับยีนส์"

"ไหนล่ะ ผอ จอ กอ อยู่ไหน รีบคุยรีบไป"

"อยู่หลังร้านน่ะ" แคชเชียร์ชี้นิ้ว

"ถ้าเรื่องตังค์ จะถีบหน้าให้ปลิวเลย"




ระหว่างที่รอผู้จัดการ

ไปคุยกับพี่วุฒิสักนิด

"เป็นไงมั่งครับ ที่นี่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีมั้ยเนี่ย"

"เหมือนเดิ้ม เมื่อเช้ามีเด็กมาใหม่ เมื่อพักเที่ยงนี่ลาออกไปแล้ว"

"เฮ้ย! ขนาดนั้นเชียว ฮ่าๆ คุณผู้จัดการอีกล่ะสิ"

"ก็ก่อนไปพักก็ถามว่าบ่ายนี้จะกลับมาอีกรึเปล่าเนี่ย"

"แล้วยังไง"

"มันก็ทำหน้านิ่งๆ แล้วก็ส่ายหน้า"

"ฮ่ะๆๆ"

"คงไม่มาแล้วครับ ตอนแรกก็นึกว่าพูดเล่นๆ บ่ายนี่ไม่มาเลยเว้ย"

"ผอ จอ กอ แผลงฤทธิ์ ฮ่ะๆๆๆ"





ขณะที่กำลังหัวเราะเสียงดัง ผอ จอ กอ โผล่หน้ามาพอดี

พยักหน้าหนึ่งที เรียกให้ไปข้างหลัง

นี่ก็พยักหน้าหนึ่งทีเหมือนกัน เรียก ผอ จอ กอ ให้มาข้างหน้า

"มีอะไรก็รีบคุยเลยครับ ค่อนข้างรีบ"

ผอ จอ กอ ก็เดินมาข้างหน้า

ทำท่ามาดผู้จัดการเบ่งอำนาจ

"ตอนนี้ยีนส์มีงานอะไรทำมั้ยล่ะ" ผอ จอ กอ เปิดประเด็น

"ทำไมเหรอครับ" ทำหน้าตาเหรอหรา

"ก็ถามดูเฉยๆ"

"มันไม่เฉยแล้วล่ะครับ"

"คือพนักงานที่ร้านของเราเนี่ย ที่มาใหม่ มาแล้วก็ออก"

"ร้านนี้ไม่ใช่ของเรา มันของพี่แล้วแหละ"

ผอ จอ กอ พยักหน้าสีหน้านิ่ง

"แล้วยังไงล่ะครับ มาเล่าปัญหาของร้านให้ผมฟังทำไม"

ผอ จอ กอ ทำท่าจะพูด

"วันนี้ผมมาร้านนี้ ผมมาในฐานะของลูกค้านะครับ" ผมพูดตัดบท

"ผมว่าพี่ก็มีวิธีแก้ปัญหาของพี่เองนะครับ ผมเชื่ออย่างนั้น"

"แต่ปัญหาพี่ก็แก้คนเดียวไม่ได้หรอก พี่ทำงานคนเดียวไม่ได้"

"ก็เลยจะเอาผมกลับเข้าทำงาน" ผมทำหน้ารอคำตอบ

"ใช่"

"ไม่"

"ผมพูดตรงๆ แก้ปัญหาตรงที่พี่นั่นแหละครับ"

"พี่รู้....."

"รู้ว่าม่จำเป็นต้องเอาผมมาทำงานก็ได้"

"พี่ไม่ได้ขอร้องนะ พี่มดผู้จัดการเขตเขาขอร้องมา"

"ผมก็ไม่ได้ขอร้องตัวเองให้มาทำงานที่นี่อีกครั้งหรอก"




ผมตัดบทด้วยการเดินออกมาจาก ผอ จอ กอ

เพราะคุยอย่างไร ก็ไม่มีทางอยู่แล้ว

"ยีนส์ๆ เมื่อกี้นี้พูดได้สุดยอดมากเลย เมื่อกี้แอบฟังอยู่"

พี่วุฒิพูดด้วยเสียงหัวเราะ

"เมื่อกี้คุยอะไรกับพี่พิณล่ะ" แคชเชียร์ฺเข้ามาเสริม

"ก็ไม่มีอะไร ให้พี่วุฒิเล่าให้ฟังล่ะกัน"

"เนี่ยในร้านเดี๋ยวก็ออกกันอีกแล้ว"

"ใคร..?"

"สามคน ก็ไอ้วี พี่วุฒิ แล้วก็แชมป์"

"ดีแล้ว ท่าน ผอ จอ กอ เขามีวิธีแก้ปัญหาของเขาเองแหละ"



ผมเดินออกจากร้านที่มีแต่ผู้จัดการอาบด้วยความเสแสร้ง




ปัจฉิมลิขิต | จงพูดดีกับคนทุกคน เว้นแต่จงพูดกวนตีนกับคนที่กวนตีน


Thursday, March 12, 2009

PAD@สามชุก


2009|03|08


บ่ายแก่ๆ

นั่งเล่นเน็ต

เรื่อยๆ

เพลินๆ

แว๊บไปดูบล๊อกของคุณโฟล์คเหน่อ


"
5 แกนนำพันธมิตรฯ บุก!!! สามชุก ตลาด 100 ปี สุพรรณบุรี"

เป็นงงครับ

มายังไง

พันธมิตรมายังไง

มาทำไม

งง


อ่านไปเรื่อยๆ ก็เข้าใจ

"กุเพิ่งจะไปสามชุกมาเมื่อวานนี้เอง ไม่มีใครบอกกุเลยวะ แหมๆ"

ออกจากร้านเน็ต

กลับบ้าน

เตรียมตัว

ไปพันธมิตร เว้ย...ยย



และแล้ว

ชญานิษฐ์ส่งข้อความมาทันใด

"มาสามชุกๆ ชุมนุม พธม!! มือตบ เฮ้ๆ 55+"

เธอไม่พลาดงานนี้แน่



นั่งรถจักรยานยนต์ไปเหมือนเดิมครับ

เหมือนกับเมื่อวานนี้แหละ

กว่าจะออกจากสามชุกได้

ก็หกโมงครึ่งแล้ว

มันเริ่มมืดแล้ว

แต่ขับรถสบายดี

อากาศไม่ร้อน

แต่ขับรถค่อนข้างจะรีบ

กลัวคนฉุด

แหะๆ



กว่าจะไปถึงก็ทุ่มกว่าๆ

รถเยอะมากมาย

บึ่งรถไปที่ตลาดร้อยปีเลยครับ

ไม่เห็นมีอะไรเลยอ่าา

ขับรถไปเรื่อยๆ


ก็เจองานแล้วครับ


อยู่้ที่ศาลาประชาคมสามชุกนั่น





หาที่จอดรถ

ถอดหมวกกันน๊อก

แมลงติดที่หน้ากระจกหมวกกันน๊อกเพียบเลยครับ

สังเวยชีวิตให้ธีรวัฒน์แท้ๆ

"ใส่เสื้อธรรมดาเข้างานงี้เหรอ"

ซื้อเสื้อเลยครับ

ซื้อหน้างาน

ใส่หน้างาน

เนียน...น

"PAD พันธมิตรไม่มีวันตาย"



จุดประสงค์ของการมางานนี้

ไม่ได้มีความคิดอยู่ฝ่ายพันธมิตรหรอกนะครับ

แค่เป็นกลาง


จริงๆ แ้ล้วอยากมาถ่ายรูปมากกว่า

เบื่อถ่ายรูปที่ด่านช้างแล้ว

จำเจ
มากมาย




[เสียงประกอบ : เสียงมือตบเซ็งแซ่ เสียงเฮของผู้ร่วมชุมนุมพันธมิตร]

"ฮัลโล อยู่ข้างหลังเฟ้ย"


"อะไรนะ"


"อยู่ข้างหลัง"

"ไม่ได้ยินเล้ย"

"ข้างงงง หลังงงง เว้ยยยยย"



....

วางสายโทรศัพท์
ส่งข้อความไปแทน

"อยู่ข้างหลังครับ~"




...



ชญานิษฐ์เข้าใจ

โดยการเดินมาหา

ทำหน้าบาน

และปากสวยๆ ของเธอ


[กร๊าดๆ]

"นี่กว่าจะเห็น ก็ธีรวัฒน์มามืดๆอย่างนั้น"


ขอบคุณที่พูดความจริง



อยู่ข้างในมันก็ร้อน คนก็แยะ

เดินออกมาชมนกชมไม้กันดีกว่า

มีอาหารแจก

ร้านขายเสื้อผ้า

เน้นไปทางเสื้อสกรีนเกี่ยวกับพันธมิตร

ผ้าโพกหัว

ดนตรี

ซีดีเพลง


ข้าว ASTV

เยอะแยะมากมาย

ตลาดนัดพันธมิตรนั่นแหละ

ง่ายดี



ครอบครัวชญานิษฐ์โบกมือบ๊ายบายกลับบ้านไปแล้ว

ธีรวัฒน์ก็เดินด่อมๆ ทั่วงาน

ถ่ายรูปเรื่อยไป


เห็นเค้าวาดรูปเหมือนกัน


ยืนเล็งตั้งนาน

เห็นคนวาดรูปก็ยืนว่างๆ


"วาดรูปให้ผมหน่อยได้มั้ยครับ"

"ได้่ครับ เชิญเลยครับ นั่งเลย"




"นั่งสบายๆ นะครับ ไม่ต้องเกร็ง พิงหลังไปได้เลยครับ"

ก็ทำตามอย่างที่เขาบอก

"มองมาทางนี้นะครับ .... โอเคครับ สบายๆ นะครับ"



คนน้อยมากมาย

ไม่ค่อยมีใครมาดู

สบายดีจริง

ไม่ต้องเกร็ง




สักพัก



คนเริ่มเยอะ

เริ่มเดินออกมาจากทีุ่ชุมนุม

และหยุดตรงนี้

ตรงที่วาดรูป


บรรยากาศคนซึ่งเยอะมาก


เดินเข้าเดินออก


แต่บรรยากาศในสายตาของธีรวัฒน์

มันวังเวงชอบกล

"รูปสวยเนอะ"

ผู้คนจากสารทิศ


เริ่มเพ่งสายตา

ที่รูป

ที่หน้ากุเอง

ที่รูป

ที่หน้ากุอีกที


สลับไปมา

ทีสองที

ดูสิดู

จากที่นั่งสบาย

เิริ่มเกร็ง

สายตากลิ้งกลอก

บอกไม่ถูก

ในใจคิดแต่เพียงว่า

"คุณพี่ครับ เมื่อไหร่จะเสร็จซักทีครับเนี่ยย"



คนวาดรูปพยักหน้ายาวหนึ่งที

ทรานสเลทว่า

"เสร็จแล้วครับ"

ในที่สุด

เราก็ได้รู*ไปประดับห้องส้วม

ไว้ 1 รู*วาด




ก่อนกลับบ้าน

ชมดนตรี

โฟล์คแจ๊สสักนิด


บึ่งรถกลับบ้านคันเดิม

ออกจากสามชุกประมาณสี่ทุ่มครึ่ง


กลับบ้านบรรยากาศดึกๆ อย่างนี้

น่ากลัวนี้นะครับ


ต้องขับอย่างระมัดระวัง

ทางที่ดีไม่ต้องออกมาเลยครับ

และอย่าทำอะไรบ้าๆ แบบผม

คุณอาจจะเจอในแบบผมพบเจอ

ในค่ำคืนนี้ก็ได้




บรรยากาศข้างทาง

มีแต่โต๊ะจีนงานบวช งานแต่ง

เยอะมากๆ


แต่ตอนขากลับนี่


นั่งกันอยู่ไม่ถึงสิบโต๊ะ


บางงานก็เมามาย

บางงานก็เก็บเครื่องไฟกันแล้ว

มีรถตามมาอยู่ไม่กี่คัน

ขับพอเป็นเพื่อนได้


แต่พอถึงทางแยก

ก็แยกไปคนละทาง

อีกคันไปอีกทาง

ผมก็ไปอีกทาง


ออกเดี่ยวในทางเปลี่ยว


เข้าเขตอำเภอหนองหญ้าไซ

ไฟข้างทางไม่มี


มีแต่ต้นไม้และคลองขนาบข้างทาง


และความมืดมิด





ไฟหน้ารถส่องป้ายข้างทาง


เขียนว่า

"ที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบลหนองโพธิ์"




ขับรถไปได้สักพัก

มีรถกระบะ

ส่องไฟสูง


แสบตา


มองไม่เห็นทาง

เลยชะลอความเร็วรถ

ขับสวนกัน

"บฉ 2493 อ่างทอง"

คิดในใจ

"ถ้ากุเห็ีนอีกทีนะ ยิงคนขับรถซักที"




ขับไปได้ซักพักใหญ่ๆ

ไม่มีรถสวน

บรรยากาศมืดมิดดั่งเดิม


ไฟหน้ารถส่องป้ายข้างทาง


เขียนว่า


"ที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบลหนองโพธิ์"

ยังไม่เอ่ะใจ ทางเข้า อ.บ.ต. คงมีหลายทาง





รถส่องไฟสูง


ขับสวน

ป้ายทะเบียน

"บฉ 2493 อ่างทาง!"




....



ตอนนี้ในสมองกำลังคิด


คิดว่า

รถส่องไฟสูงคันแรกทะเบียนอะไร


เพราะรถส่องไฟสูงคันล่าสุด

ป้ายทะเบียนจำได้แม่น






....





ไฟหน้ารถส่องป้ายข้างทาง


"ที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบลหนองโพธิ์"



รถส่องไฟสูง

ขับสวน

ป้ายทะเบียน

"บฉ 2493 อ่างทาง!"

อีกแล้ว!






....




สมองเริ่มเบา


น้ำหนักตัวเองเริ่มเบา

รถที่วิ่งอยู่เหมือนกำลังจะลอย

ใจเริ่มหวิว

และกำลังไม่ได้คิดอะไร

กำลังจะวูบ



....




"เอี๊ยด.....ดดด"


รถจอดอยู่ข้างทาง

มองไปรอบ

บรรยากาศมืดมิดสนิทชั่วคืน

รวบรวมกำลังใจ
และสติ

เปิดหน้ากระจกหมวกกันน๊อก

"มึงจะเอาอะไรกับกู แน่จริงมึงก็ออกมาเลย"


หายใจเริ่มแรง

หัวใจเต้นเร็ว


สตาร์ทรถอีกครั้ง

บิดไปด้วยความกลัว

ออกด้วยความเร็ว


สักพักใหญ่

เห็นแสงไฟข้างทางสีส้มข้างหน้า

เข้าเขตด่านช้าง


โล่ง!




จอดรถข้างทาง

ดูสภาพตัวเองในกระจก

หน้าตาตื่นมาก

"บฉ 2493 อ่างทอง"

หรือว่า

ผีบัวฉิม ตายตอนปี พ.ศ. 2493

บ้านอยู่อ่างทอง

หรือ

ต้องการอะไรกันแน่วะเนี่ย




ถึงด่านช้าง

แวะเซเว่น

หาอะไรกิน

หอบแดกลงมาเลย

ไม่ไหว

ขับรถมาเหนื่อยมาก

แต่ไอ้เรื่องที่คิดไว้ตอนขับรถมา


สนุกดีเหมือนกันแฮะ!





ปัจฉิมลิขิต
| จริงๆ ก็ขับรถมาด้วยความปลอดภัยล่ะครับ