Sunday, June 7, 2009

ลิ้นบวม



เมื่อเช้ากลับมาจากที่ทำงาน

ตอนเก้าโมงเช้า

แล้วก็นอน

เพิ่งจะตื่นเมื่อตอนหนึ่งทุ่ม




นอนกลางวันฝันไปว่า

ฉันเป็นตำรวจ

แต่คงไม่ใช่ตำรวจพันศักดิ์

55+

กำลังจับผู้ร้ายในทุ่งนา

ฉันตะโกนลั่นทุ่งออกไป

"ไอ้เสือย้อย มึงมอบตัวซะดีๆ ถ้ามอบตัวตอนนี้ โทษก็น้อยลงนะโว้ย"

เสือย้อยแอบอยู่หลังหุ่นไล่กาตะโกนกลับ

"ไม่มีทางเว้ย วันนี้กูจะฆ่าตำรวจเว้ย"



แล้วความฝันก็เลือนไป

แล้วไปฝันอีกเรื่องหนึ่ง

ฝันว่า

กำลังเกี่ยวข้าวในทุ่งนา

ทำไมต้องในทุ่งนาด้วยวะ

กำลังก้มหลังสู้ฟ้าหน้าสู้นา

ใช้เคียวเกี่ยวรวงข้าวรวงสีทอง

ข้าวเปลือกหลุดร่วงลงดิน

โดนหัวหนูนา

มันกัดนิ้วหัวโป้งตีน

ฉันร้องสุดขีดใจ

นั่งล้มกองกับพื้น

เอามืองัดตีนขึ้นใกล้หน้า

แล้วปากยื่นไปอมนิ้วหัวโป้งตีน

น้ำลายจากซอกฟัน

ช่วยบรรเทาความเจ็บ






สะดุ้งตื่นขึ้นมา

อาบน้ำ

แต่งชุดทำงาน

เตรียมไปทำงาน

รู้สึกในปากว่า

ลิ้นข้างซ้ายในบวมเล็กน้อย

ใช้ฟันขูดๆ ลิ้น

เพราะมันคันๆ

มันก็เริ่มบวม

ตอนนี้มันบวมไปครึ่งลิ้นแล้ว

และมันก็พูดไม่ชัดด้วยแหละ

เวรกรรม




ไปก่อนนะครับ

ไปทำงานก่อน

เดี๋ยวสาย

อายเจ้านายตายเลย



ปัจฉิมลิขิต | อะหวัดดีฮับ เฮินฮับ อับอาลาเปาเพิ่มไหมฮับ


แบบใหม่ในแบบเก่า



มีใครบางคนเข้ามาในชีวิตฉัน

ฉันบอกกับเธอว่า

"ฉันเป็นอย่างนี้นะ"

เธอบอกว่า

"ฉันรับได้"

ลองดูสิ เธอจะอยู่กับฉันได้นานขนาดไหน

ถ้าเธออยู่กับฉันได้นาน

เธอคงมีอะไรคล้า่ย ๆ ฉัน

เพราะปกติฉันก็ไม่ค่อยเหมือนใครอยู่แล้ว




แต่บางที

ฉันก็ไม่ค่อยจะมีเวลาให้สักเท่าไหร่

เธอบอกให้ฉันไปส่งที่รถตู้ในตอนเช้ามืด

เพื่อที่เธอจะได้ไปเรียนโรงเรียนในตัวเมือง

ฉันในบางที ก็ไม่ได้ไปส่ง

ต้องทำงาน

หรือนอนอยู่เพราะเหนื่อยจากทำงาน

เธอบอกกับฉันว่า

ไม่รู้สึกเหนื่อยบ้างเหรอ

กับการที่ต้องทำงานเพื่อตัวเอง

กับงานเพื่อคนอื่นอีกเยอะแยะ

แต่ทำเพื่อคนๆ หนึ่งซึ่งเป็นห่วง

กลับทำไม่ค่อยได้

ฉันบอกแล้วไง

"ฉันเป็นอย่างนี้"



มันเป็นแบบใหม่ในแบบเก่า

หรือว่าประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย

แต่ฉันเบื่อประวัติศาสตร์เสียแล้ว

เพราะมันซ้ำมาเป็นร้อย



ปัจฉิมลิขิต | อนาถชีวิต ฉันลิขิตเองซะนี่


Friday, June 5, 2009

พ่อฉันชื่อดาบชิด




เมื่อเช้า่มืดนั่งเขียนเรื่องสั้นอยู่

แต่เขียน ๆ ไป

ฝนก็ตกโปรยปราย

ปรอยปรอยพลอยน่านอน

แล้วสมองก็ตัน เพราะง่วง

เช้าวันนี้ฉันมีแพลนไปในเมืองสุพรรณบุรี

จะไปเปิดบัญชีธนาคารกรุงเทพ

แถวบ้านของฉันไม่มีธนาคารนี้

เงินเดือนที่ทำงานจะได้โอนมาได้

ไปสุพรรณโดยนั่งรถเครื่องไป

แต่ฝนเจ้ากรรมก็ยังตกอยู่

กว่าจะออกจากบ้านได้ก็แปดโมงครึ่ง

แต่ฝนก็ยังตกอยู่






หมวกกันน๊อกวางไว้บนโต๊ะ

ฉันกำลังคิดว่าควรใส่ขับรถไปดีไหม

เพราะใส่ขับรถทีไร มันขับรถไม่ถนัด

วิสัยทัศน์ในการมองแคบไปถนัดตา

ขับรถนาน ๆ ก็ปวดหัว

หัวเรามันใหญ่ ใส่แล้วหายใจไม่ออก

สุดท้ายคิดได้ก็วางมันไว้บนโต๊ะที่เดิม

เอาหมวกแก๊ปกำมะหยี่สี่ดำมาใส่เหมือนเคย

ใส่เสื้อคลุมให้มิดชิด

เพราะผิวที่ดำอยู่แล้วกลัวไม่รู้จะดำอย่างไรอีก






ขาไปขับรถปลอดภัย

ไม่มีเหตุอะไรเกิดขึ้น

หนึ่งชั่วโมงถึงเมือง

ฉันใช้ถนนอาชาเลี่ยงเมืองเข้าในตลาด

เพราะกลัวตำรวจแถวแยกแขวงจะจับ

ติดไฟแดงตรงวัดพระรูป

เห็นมีคนใส่หมวกกันน๊อกทั้งนั้น

ใจเริ่มหวั่น

แล้วถ้าฉันข้ามไปฝั่งตลาดนี่จะโดนเลยมั้ยเนี่ย

ไฟเขียวใกล้ปรากฏ

มีฟีโน่ไม่สวมกันน๊อกมาเทียบข้างเครื่องให้พออุ่นใจ

อย่างน้อยถ้าฉันโดนจับ อีนี่ก็โดนไปด้วย

ฮ่ะ ๆ ๆ

ไฟเขียวปรากฏขึ้นแล้ว

เลี้ยวขึ้นสะพาน เห็นหอคอยตระหง่านอยู่เสี้ยวแว๊บ






ก่อนที่จะลงสะพาน

ฉันไม่ตรงเข้าถนนให้ตำรวจจับดอก

ฉันก็เลี้ยวเข้าตลาดเลย

ถ้าตำรวจมาดักจับในตลาดแผงลอย

ก็สุดยอดตำรวจแล้วแหละ

ถวายกราบตีนเลย





แต่ใจเจ้ากรรมเจ้าเอ๋ย

ฉันยังไม่รู้เลย ธนาคารกรุงเทพอยู่ตรงไหน

เข้าตลาดมาเรื่อย ๆ

ผ่านโรงหนังฟ้าสยาม

โผล่ตรงสี่แยกนางพิม

ตำรวจยืนตระหง่านตรงสี่แยก

จอดรถเข้าข้างทางเลยครับ

เดินออกไปดูข้างถนนใกล้ ๆ กับตำรวจ

ว่าธนาคารอยู่แถวนี้ไหม

"ไม่มี"

เอาไงเนี่ย

โทรไปถามเจ้าบ้านสักหน่อย

เธออาจจะรู้สักนิด

แต่ก็ผิดคาด

ฮ่ะ ๆ ๆ

รอบนี้ขับวนอยู่ในตลาดอีก

ไปโผล่ตรงธนาคารกรุงไทย

อ่าาา นั่นไง ดอกบัวตระหง่านตรงโน้น

แต่ตำรวจอยู่ตรงนี้

ก็หาทางหลบเข้าตลาด

ไปโผล่หน้าธนาคารกรุงเทพเลย

ตำรวจไม่ได้แอ้มฉันหรอก

ฮ่ะ ๆ ๆ






เปิดบัญชีเสร็จ

กลับบ้านทันที

รอบนี้กลับบ้านอย่างสบายใจ

ธุระของฉันก็เสร็จเรียบร้อยแล้ว

ถึงด่านช้างแล้ว มีแพลนไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลต่อ





ฉันขับรถอยู่ตรงนี้

แต่สายตาฉันมองไปข้างหน้าเป็นร้อยเมตร

ว่าตำรวจมีดักข้างทางไหม

ก็โล่งดี

กลับเลี่ยงเมืองทางเดิม

โผล่ตรงสารพัดช่าง

เลี้ยวขวาปุ๊ป

เสียงนกหวีดกรีดยาวทันที



ตำรวจผอมเรียวสูง

มีหนวดเป็นกระหย่อม

ใส่แว่นสีดำประทับตราเรย์แบนด์อยู่ที่ขอบแว่น

ป้ายชื่อที่อก "พันศักดิ์"

คล้องปลอกแขนสีขาวแสดงตำแหน่งเป็นตำรวจจราจร

ชูแขนขึ้นฟ้าแล้วกวักมือให้เข้าข้างทาง



"หมวกกันน๊อกไปไหน"

"ไม่มีครับ"

"ไม่มีตังค์ซื้อรึไง"

"มีครับ แต่หมวกอยู่บ้าน"

"เสียค่าปรับนะ"

พันศักดิ์ยกใบค่าปรับขึ้นมาเขียน

"ชื่ออะไร?"

"ธีรวัฒน์"

"นามสกุล?"

"ภักดีชาติ"

"เขียนยังไง"

ฉันเปิดกระเป๋าตังค์หยิบบัตรประชาชนให้พันศักดิ์ดู

"น่าจะหยิบขึ้นมาตั้งนานได้แล้วนะมึง"

มึงเลยเหรอ ตำรวจพูดคำหยาบกับประชาชนเสียแล้ว

พันศักดิ์คว้าบัตรประชาชนของฉันไปอย่างรวดเร็ว

"ผมให้ดูเฉย ๆ นะครับ"

"กูมองไม่เห็น เอามาเขียนใบปรับให้มึงนี่แหละ"

"ก็ถอดแว่นซีครับ จ่า"

มองหน้า ยังเขียนต่อไป

"บ้านอยู่ด่านช้าง แล้วมาทำอะไรที่นี่"

"ธุระครับ"

"ธุระอะไร"

"ธนาคาร" ทำเสียงห้วนใส่

"ท่าทางเหมือนไม่กลัวตำรวจเลยนะ"

"ก็พ่อผมเป็นตำรวจอยู่ด่านช้าง" ความตอแหลเริ่มเข้าใส่

"เอ้า ลูกตำรวจเหรอ ชื่ออะไรวะ ต้องสอนลูกให้ใส่หมวกกันน๊อกซะแล้ว"

"ดาบชิด รู้จักมั้ย"

"กูไม่รู้หรอก ลูกดาบเลยเหรอ"

หน้าพันศักดิ์จ๋อยไปนิด




"เอ้าเสร็จแล้ว ร้อยบาท จ่ายตรงนี้เลย"

พันศักดิ์ฉีกใบค่าปรับ ฉันสังเกตว่าไม่มีกระดาษก๊อปปี้

"ไม่มีเงินครับ"

"เฮ้ย อะไรวะ ไม่มีเงินติดตัวเลยรึไง"

"ก็เอาไปธนาคารหมดแล้ว"

"ไม่มีเงินก็ยึดรถ"

"แล้วจ่ายที่โรงพักไม่ได้เหรอครับ"

"ไม่ได้ นี่มันตำรวจตั้งด่านขึ้นมาเฉพาะกิจ"

ฉันรับใบค่าปรับมา ในใบไม่เซ็นชื่อของพันศักดิ์ ไม่มีเซ็นรับ

มันเป็นที่น่าสงสัย

"ไม่มีเงิน ก็ไปคุยกับนาย อยู่ฝั่งนู้น ยศพันตรี"

พันศักดิ์ชี้ไปทางตำรวจนายหนึ่ง

"คนนั้นน่ะ ใส่หมวกแก๊ปดำ นั่นแหละ คนนั้นแหละ"




ฉันเดินข้ามถนนไป

ไปหาพันตรีใส่หมวกแก๊ป

ยกมือไหว้หนึ่งที

"เป็นลูกตำรวจเหรอวะ ฝั่งนู้นเขาวอมา"

ใจเริ่มสั่น

"ครับ"

"พ่อตำรวจที่ไหน"

"ด่านช้างครับ"

"แล้วมาทำอะไรที่นี่"

"ธนาคารครับ"

"ไม่มีเงินยืมก่อนก็ได้ เดี๋ยวจะตามไปทวงที่ด่านช้าง"

"ไม่ต้องหรอกครับ"

"ไม่ต้อง แล้วมีเงินเหรอ"

"ไม่มีครับ"

"ไม่มี งั้นก็ไป เก็บใบปรับไว้"

"โอเค เรียบร้อยแล้วนะครับ"

"เออ! ไปเหอะ "






ฉันข้ามถนนกลับไปฝั่งเดิม

เดินไปหาพันศักดิ์ บัตรประชาชนของฉันยังไม่ได้

พันศักดิ์ยื่นบัตรประชาชนให้

ฉันจะหยิบ

พันศักดิ์ชักบัตรกลับ

"นายว่าไงวะ"

"บอกว่าถ้าไปด่านช้างเมื่อไหร่ เดี๋ยวจะเลี้ยงเบียร์"

พันศักดิ์ยื่นบัตรให้ ทำหน้าแหย

"กวนตีนนะมึง"

"นิดนึง"




ฉันเดินไปด้วยท่าทางสะใจ

ไม่หันมองกลับไป

เสียบกุญแจรถ

สตาร์ท

มองในกระจกรถนิดนึง

ถุยน้ำลายตรงปลายตีน

เบิ้ลรถเสียงดังสักนิด

แล้วบิดออกไป

สะใจจริง

พ่อฉันเป็นตำรวจ



ปัจฉิมลิขิต | มันคือเรื่องจริงนะจ๊ะ

Thursday, June 4, 2009

ลุงเสา ณ บ้านไร่



ตอนสี่ทุ่มของวันก่อน

ฉันยังทำงานอยู่ในเซเว่น

วันนี้ฉันทำอยู่ผลึดดึก

ลูกค้ายังเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย

งานบริการคืองานที่ฉันรัก

แต่บางครั้งก็ทำให้ฉันหน่าย

สิ่งที่ฉันนึกแล้วลุกขึ้นมาได้ต่อเสมอ

คือฉันอยากได้กล้องถ่ายรูปสักตัว







"สวัสดีค่ะ เชิญค่ะ"

เสียงจากพนักงานแคชเชียร์กล่าวต้อนรับลูกค้า

เสียงของประตูเปิดครืนอัตโนมัติ

ลุงแก่ ๆ เสื้อผ้าซอมซ่อ

กางเกงขายาวสีชาขาดวิ่น

สภาพของลุงบอกได้เลยว่า

สุขอนามัยน้อยเสียเหลือเกิน





ลุงเข้ามาพร้อมกับย่ามกระสอบน้ำตาลมิตรผล

และด้ามไม้กวาดไว้คอยค้ำแรงโน้มถ่วงของร่างกาย

เดินไปช้าๆ

ไปทางมุมหนังสือ

กวาดสายตามองหนังสือช้าอย่างช้า ๆ

เพ่งชื่อหนังสือยู่นาน

พลิกหน้าพลิกหลัง

ไม่ถูกใจก็วางไว้ตรงนั้น

จนลุงแกเพ่งหนังสือเล่มนั้นอยู่นาน

ก่อนที่จะหยิบหนังสือไว้แนบอก

แล้วทิ้งตัวนั่งกองลงกับพื้น

ทิ้งย่ามเก่า ๆ กับด้ามไม้กวาด

ผายแขนจากอกที่แนบหนังสือไว้

เปิดอ่านอย่างตั้งใจ




"ลุงครับตอนนี้เที่ยงคืนแล้วนะครับ บ้านลุงอยู่ไหนครับเนี่ย"

แกเหมือนไม่ได้ยิน ยังคงอ่านหนังสือต่อไป

"ลุงครับ"

"เอออ"

"บ้านลุงอยู่ไหนครับเนี่ย"

"บ้านไร่"

"บ้านไร่เลยเหรอครับ แล้วมาด่านช้างไงเนี่ยลุง"

"เกาะรถเมล์แดงมา จะมาหาน้องสาว ชายเอ้ย มันจำลุงไม่ได้"

"อ่าว ทำไมล่ะลุง"

"ก็ลุงมันจน ลุงลำบาก ข้าวก็ไม่มีกิน อยากมาหาพี่น้อง เผื่อช่วยเหลือได้"

ลุงทำเสียงอย่างเสียใจอยู่ในลำคอ

"แล้วลุงเชื่ออะไรครับเนี่ย"

"เสา"

"เสา..... เสา สอ เสือเหรอครับ"

ลุกพยักหน้าเล็กน้อย


"แล้วลุงจะทำไงต่อ"

"พรุ่งนี้ก็กลับบ้านไร่ แต่คืนนี้ไม่รู้จะนอนไหน"

"นอนหลังร้านที่นี่ก็ได้ ตอนเช้าค่อยนั่งรถกลับบ้าน"

"ขอบใจนะชาย ลุงขออ่านหนังสือตรงนี้ก่อนนะ"

"ตามสบายเลยนะครับลุง"

ลุงหันหน้ามาคุยต่อ

"แต่ลุงก็อยากกลับบ้านคืนนี้เหมือนกัน"

"นอนที่นี่ก่อนแหละครับ พรุ่งนี้ค่อยไป"

"ลุงไปแน่ ลุงไปแน่"

แกย้ำพึมพำเบาๆ อยู่อย่างนั้น








ตีสี่แล้ว

ฉันเก็บล้างทำความสะอาดในเซเว่นเรียบร้อยแล้ว

ลุงยังนั่งอ่านหนังสืออยู่ตรงนั้น

"คืนนี้ลุงยังไม่ได้หลับเลยนะ"

"จบพอดีเลยชาย ลุงอ่านจบแล้ว"

"สงสัยลุงไม่ได้นอนแล้วล่ะ เพราะรถมีออกตอนตีห้า"

"ลุงอยากนอน ขอนอนตรงนี้แหละ เดี๋ยวลุงก็ไปแ้ล้ว"




ลุงแผ่ตัวนอนราบพร้อมกับกอดหนังสือไว้

แกหลับตาอย่างสบายใจ

ตรงมุมหนังสือนั้น




"ลุง ๆ ใกล้จะตีห้าแล้ว เดี๋ยวผมไปส่งที่ท่ารถ"

ฉันเขย่าตัวแกเบา ๆ

"ลุง ๆ ตื่นเถอะ จะตีห้าแล้วนะ"

ลุงแกยังนอนยิ้มอยู่และกอดหนังสือไว้อยู่

พนักงานผู้หญิงอีกสองคนก็ไม่รู้จะทำอย่างไร

ฉันมองหน้าพนักงานในร้าน

"ลองเอามือแตะจมูกดูซิ ไม่หายใจแล้วมั้งน่ะ"

ฉันลองเอานิ้วอังรูจมูก

"เฮ้ย ทำไมไม่หายใจวะ"

"จริงเปล่าเนี่ย ไหนลองดูอีกที"

"เนี่ย ชีพจรที่ข้อมือก็ไม่เต้น"

เมื่อจับข้อมือออกมาจากหนังสือที่แนบไว้ที่อก

ฉันก็รู้ว่าแกกลับบ้านไปแล้วจริง ๆ



"ตายแล้วไปไหน" หนังสือที่แกแนบไว้ตลอดกาย





ปัจฉิมลิขิต | [...ตีห้ากว่า ๆ แกถูกส่งโรงพยาบาล]

Wednesday, June 3, 2009

มีอะไรในกอไผ่

บ้านของฉันอยู่ใกล้กับภูเขา

ภูเขามีป่าต้นไม้เขียวขจี

ว่าง ๆ ฉันชอบที่จะเดินเข้าป่าบนภูเขา

เพราะเข้าไปหาทีไร

ก็มักจะมีความเร้นลับค่อย ๆ เปิดเผย

ให้น่าตื่นเต้นทุกครั้งที่เดิน

จนฉันรู้สึกว่า

ฉันรักภูเขานี้เสียแล้ว

อีกด้านของภูเขามีดงไผ่พื้นที่ขนาดใหญ่

แต่ฉันไม่เคยเดินเข้าไปสักที

เมื่อฉันไปถึงดงไผ่

ฉันคิดว่ามันมีอะไรแอบอยู่ในกอไผ่




ในกอไผ่มีหน่อไม้

ฉันไปตัดหน่อไม้มา

กลับบ้านตั้งหม้อต้มน้ำ

วันนี้ฉันจะกินหน่อไม้ต้มน้ำตาล

หน่อไม้ต้มน้ำตาลกลิ่นหอมชวนชิม

แต่ชิมแล้วมันกลับมีรสขมขื่น

ผิดกลับที่ฉันตั้งใจให้มันมีรสหวาน

ในขณะที่อาเจียนกับหน่อไม้ขมข้นนั้น

เจ้าหน้าที่ป่าไม้มาจับตัวฉัน

ในโทษฐานไปตัดหน่อไม้ในเขตพื้นที่ป่าของกรมป่าไม้

จับเข้านอนในคุกอยู่สองคืน

ฉันคิดว่าข้าวแดงในคุกที่ไม่ได้ตั้งใจจะกิน

มันกลับอร่อยกว่าหน่อไม้ที่ฉันตั้งใจให้มันอร่อย

แต่มันไม่อร่อย

เมื่อออกจากคุก ฉันกลับไปดูกอไผ่ที่ไปตัดหน่อไม้

และแล้วมันก็มีอะไรมากกว่าหน่อไม้ในกอไผ่จริงๆ



ปัจฉิมลิขิต
| ฉันรู้สึกอย่างนั้นจริง ๆ